Flash news!
Home arrow สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ
สาระน่ารู้เรื่องสุขภาพ
ในอดีตโลกเรามีการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัดใหญ่มาแล้ว 3 รอบได้แก่
 ครั้งที่ 1 "ไข้หวัดใหญ่สเปน" (Spanish Flu) ในปีคศ. 1918 หรือ พ.ศ. 2461  ได้เกิดการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H1N1)] นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ประมาณว่าเกิดการติดเชื้อร้อยละ 20-40 ของประชากรโลกและมีผู้เสียชีวิต20 ล้านคน พบผู้ป่วยส่วนใหญ่ในวัยนุ่มสาว อายุ 20-50 ปี

                     
                           ภาพ: Spanish Flu 1918 ที่มา:
www.johnfenzel.typepad.com

          
ครั้งที่ 2 "ไข้หวัดใหญ่เอเซีย"
(Asian Flu) ในปี คศ. 1957 หรือ พ.ศ. ได้มีการระบาดของไข้หวัดชนิด [A (H2N2)] ต้นเหตุมาจากการกลายพันธุ์ไวรัสในเป็ดป่า ในครั้งนี้การระบาดของโรคไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก เพราะมีความรู้จากประสบการณ์ในครั้งแรก ทำให้สามารถรับทือได้ดีขึ้น คาดว่ามีคนตายทั่วโลกประมาณ 2 ล้านคน ส่วนใหญ่พบผู้ติดเชื้อในผู้สูงอายุ

           ครั้งที่ 3  "ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง" (Hong Kong Flu) ในปี 1968 หรือ พ.ศ. 2511 เป็นการระบาดของเชื้อชนิด [A (H3N2)]เริ่มต้นระบาดที่ฮ่องกง แต่ความเสียหายในครั้งนี้ไม่มากนัก คาดว่ามีเหยื่อโรคร้ายนี้เกือบ 1 ล้านคน สำหรับผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza นั้น แบ่งออกเป็น 3 Type ดังนี้
           Type A องค์การอนามัยโลก แบ่งย่อยเป็นหลาย subtypes ตามความแตกต่างของ H และ N antigens พบในคนและสัตว์ชนิดต่าง ๆ ได้แก่
                      - คน พบ 3 ชนิดได้แก่ H1N1, H2N2, H3N2
                      - ม้า พบ 2 ชนิดได้แก่ H3N8 และ H7N7
                      - สัตว์ปีก พบทุกชนิดได้แก่ H1-15 และ N1-9
           Type B ไม่มี subtype พบเฉพาะในคน
           Type C ไม่มี subtype พบในคนและสุกร

            “ไข้หวัดหมู(Swine flu)” หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์แม็กซิโก เริ่มระบาดครั้งแรกในประเทศแม็กซิโก เป็นโรคที่ระบาดจากคนสู่คน และพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งแตกต่างไปจากไข้หวัดปกติที่มักเป็นในเด็กหรือคนสูงอายุ ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตกว่าหนึ่งร้อยราย และผู้ติดเชื้ออีกพันกว่าราย ส่วนในประเทศอื่นๆ พบผู้ป่วยที่สหรัฐอเมริกาใน 5 รัฐ คือ แคลิฟอร์เนีย เท็กซัส แคนซัส นิวยอร์ค โอไฮโอ นอกจากนี้ยังพบในประเทศเสปนอีกด้วย

           
           ภาพ: A soldier handed out face masks in Mexico City ที่มา:
www.nytimes.com

           สำหรับประเทศไทย แต่เดิมนั้นก็เรียกโรคชนิดนี้ว่า “ไข้หวัดหมู” แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน และเหมาะสมจึงได้เปลี่ยนมาเรียกว่า ไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก ซึ่งที่เรียกกันว่า “ไข้หวัดหมู(swine flu)” นั้นก็เพราะ โรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสหวัดหมู เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจของหมู มีสาเหตุมาจากไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (influenza type A)  เชื้อนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ปกติแล้วคนจะไม่ติดเชื้อไข้หวัดหมู  ยกเว้นแต่ว่ามีการไปสัมผัสใกล้ชิดกับหมู ก็อาจติดเชื้อไข้หวัดหมูมาได้  และยังไม่ค่อยพบว่ามีไข้หวัดหมูระบาดจากคนสู่คน แต่จากสถานการร์ล่าสุด เมื่อพบว่ามีการติดต่อเชื้อเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ สายพันธุ์ H1N1จากคนสู่คน ซึ่งเป็นสายพันธุ์พิเศษในแบบที่พบทั้งในคน นก และหมู   จึงเชื่อว่าเกิดจากการที่เชื้อไวรัสกลายพันธุ์ เพราะเชื้อไวรัสไข้หวัดนั้นจะสามารถกลายพันธุ์ มีการแลกเปลี่ยนลักษณะทางพันธุกรรมได้ตลอดเวลา

           ไวรัส  H1N1 นับเป็นเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน เป็นสายพันธุ์ว่า H1N1 เชื้อไข้หวัดใหญ่ใน พันธุ์ใหม่เกิดขึ้นจากกระบวนการ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม หรือ “Antigenetic Shift” กลายเป็นเชื้อพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งเกิดจากการผสมของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์รวมอยู่ด้วยกัน ประกอบด้วย
           1.เชื้อไข้หวัดนกที่พบในทวีปอเมริกาเหนือ
           2.เชื้อไข้หวัดใหญ่ในมนุษย์
           3.เชื้อไข้หวัดหมูที่พบบ่อยในทวีปยุโรปและเอเชีย ผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้ขึ้นสูง ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง และปวดศีรษะรุนแรง

การแพร่เชื้อของไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก
          การแพร่เชื้อนั้นก็เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป  โดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด ซึ่งเชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย รวมทั้งการสัมผัสกับสิ่งของต่างๆที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่จากการสัมผัส เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา แม้จะพบว่าเชื้อนี้มีการติดจากคนสู่คนได้ แต่ยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อนี้จากการบริโภคเนื้อหมู
           สวมใส่หน้ากากเพื่อสุขอนามัย ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ชุมชน หรือสถานที่แออัด และนอนหลับ พักผ่อนกินอาหารให้ร่างกายแข็งแรง
                                     
                                 ภาพ: สวมใส่หน้ากากเพื่อสุขอนามัย ที่มา:
www.washingtontimes.com

อาการของไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก
           ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ธรรมดา มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก แต่จะแสดงอาการรุนแรง และรวดเร็วกว่า ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา นั่นคือ มีไข้สูง หายใจไม่สะดวก ปวดเมื่อยตามร่างกายรุนแรง ปวดศีรษะ ปวดตา ไอ มีน้ำมูก มีเสมหะ ปอดบวม คลื่นไส้ อาเจียนอาการป่วยจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว  เชื้อจะแพร่เข้าสู่กระแสโลหิต จึงทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะมีการทรงตัวผิดปกติ หายใจลำบากอย่างรุนแรงภายใน 5 วัน นอกจากนี้อาจสูญเสียการได้ยินอาจถึงขั้นหูหนวกได้ และต้องได้รับการรักษาอย่างทันเวลา ไม่เช่นนั้นอาจอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  แต่อัตราผู้เสียชีวิตต่อผู้ป่วยนับว่าไม่มากนัก ผู้ได้รับเชื้อจะมีอัตราเสียชีวิตเพียงร้อยละ 5-7 ขณะที่โรคไข้หวัดนกมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 60

การป้องกันไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก
           การป้องกันก็เช่นเดียวกับการป้องกันไข้หวัดธรรมดาทั่วๆไปนั้นคือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือแออัด การมือให้สะอาดหลังใช้ห้องน้ำหรือสิ่งของสาธารณะ รวมทั้งเวลากลับเข้าบ้าน ใส่หน้ากากปิดปากและจมูก แต่การที่จะต้องระวังตัวเองมากน้อยอย่างไรก็ขอให้ติดตามสถานการณ์และคำแนะนำ จากกระทรวงสาธารณธสุขไม่ควรจะตื่นตระหนกเกินเหตุ

การรักษาไข้หวัดใหญ่แม็กซิโก
           ยาที่ใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่คราวนี้ได้คือ ยาปฏิชีวนะ คือ วัคซีนแอนตี้ไวรัส ทามิฟลู (Tamiflu) และ รีเลนซา (Relenza) ยังสามารถช่วยในการรักษาได้อาการหวัดอย่างได้ผลในขณะนี้ แต่การที่ไวรัสกลายพันธุ์ออกไปจากเดิมอาจต้องพัฒนาตัวยา รวมทั้งวัคซีนในการรักษาต่อไปซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

                       
                                            ภาพ: ยา Tamiflu ที่มา:www.telegraph.co.uk

           แต่ที่สำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า โรคที่กำลังเผชิญกันอยู่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหมูโดยตรงแต่อย่างใด เป็นเพียงโรคที่เป็นสายพันธุ์หมู ต้องเข้าใจว่านี่คือโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน เราจึงสามารถรับประทานหมูได้ตามปกติ แต่เพื่อความปลอดภัย ก็ให้ปรุงเนื้อหมูให้สุกโดยผ่านความร้อนที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียสขึ้นไป เพื่อฆ่าเชื้อไวรัสให้ตายเสียก่อน

           ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้เปิดศูนย์ Call Center ให้ประชาชนที่มีข้อสงสัยสอบถามสถานการณ์ของโรคที่โทร.0-2590-3333 ตลอด  24 ชั่วโมง


******************************  เทศบาลตำบลศาลาลำดวน  *******************************

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน รุนแรง(SARS)

 

  (Severe Acute Respiratory Syndrome, SARS)

 

SARS

หลายคนคงมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงที่กำลัง แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ว่ามีความเป็นมาอย่างไร จะมีวิธีการดูแลป้องกันตนเองและส่วนรวมได้อย่างไรบ้าง ลองมาทำความเข้าใจกันตรงนี้เลยค่ะ

เมื่อเดือนมีนาคม 2546 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนประเทศต่าง ๆ ให้ระมัดระวังโรคนี้ไว้ เพราะเริ่มส่อเค้าว่าจะเป็นภัยคุกคามในระดับโลกเลยทีเดียว เนื่องจากมีการแพร่ระบาดไปในหลายประเทศอย่างรวดเร็ว

โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงนี้มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Severe Acute Respiratory Syndrome หรืออาจเรียกกันอย่างย่อ ๆ ว่า โรคซาร์ (SARS) และที่เรียกขานกันในบ้านเราว่า ไข้หวัดมรณะนั่นเอง ชื่อหลังนี้แม้จะฟังดูน่าสะพรึงกลัวมากเกินไปบ้าง แต่ก็คงมีส่วนดีตรงที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวที่จะช่วยกันป้องกัน ไม่ให้โรคนี้เข้ามาแพร่ระบาดจนก่อความเสียหายกับประเทศของเราได้ ซึ่งหมายความว่าเราจะสามารถทำให้ประเทศไทยปลอดภัยสำหรับชาวต่างประเทศทุกคน ที่เดินทางเข้ามาจำนวนหลายพันคนในแต่ละวันด้วย

แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่อาจสรุปผลการตรวจสอบหาเชื้อสาเหตุได้เต็มร้อย เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ก็มีหลักฐานที่ค่อนข้างหนักแน่นแล้วว่า เชื้อสาเหตุน่าจะเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อเรียกว่า โคโรนาไวรัส เจ้าเชื้อไวรัสโคโรนานี้ที่จริงก็พบว่าทำให้เกิดโรคทั้งในมนุษย์และในสัตว์ มานานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าการระบาดในคราวนี้จะมีลักษณะเปลี่ยนไปจากปกติ ซึ่งเชื่อว่าในเร็ว ๆ นี้ คงจะทราบถึงแหล่งที่มาของเชื้อนี้ได้ เนื่องจากได้มีการศึกษาระบาดวิทยาของโรคหรือการสอบสวนหาที่มาและการแพร่ เชื้อนี้อย่างใกล้ชิดแล้ว

SARS
E.M of SARS virus

ธรรมชาติของเชื้อไวรัสตัวนี้ ก็เหมือนกันกับไวรัสที่ก่อโรคตัวอื่น ๆ คือจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ในร่างกายของคนหรือสัตว์ และเมื่อใดที่ต้องออกมาอยู่ภายนอกในสิ่งแวดล้อมก็จะถูกทำลายลงได้โดยง่าย ทั่ว ๆ ไปก็จะอยู่ได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยู่กลางแสงแดด ความร้อนและรังสียูวีในแสงแดดก็จะทำลายเชื้อให้หมดฤทธิ์ไปในระยะเวลาสั้น ๆ ภายในเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง นอกจากนั้นแล้ว น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ใช้ในบ้านหรือสำนักงานทั่ว ๆ ไป ตัวอย่างเช่น น้ำยาฟอกขาวเจือจาง 1 % (โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ 1%) แอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาไลโซล ก็สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน

เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่ติดต่อได้โดยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย เนื่องจากมีเชื้อแพร่ออกมากับน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และการติดตามศึกษาอย่างใกล้ชิดก็พบด้วยว่า เชื้อนี้น่าจะแพร่ติดต่อทางการหายใจได้ด้วย นอกจากนั้นเชื้ออาจแพร่โดยทางอ้อมผ่านมากับข้าวของเครื่องใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ช้อนอาหาร หลอดดูดน้ำ และที่พึงระวังเป็นอย่างอย่างยิ่งคือ การแพร่เชื้อจากมือเข้าสู่ปากและจมูก ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของโรคเหล่านี้ จะเป็นที่มาของวิธีการป้องกันโรคนี้ด้วย

ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ไม่ได้แสดงอาการป่วยทุกรายไป มีผู้รับเชื้อบางส่วนเท่านั้นที่จะแสดงอาการป่วยออกมา ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งระยะฟักตัวของโรค (หมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จนกระทั่งปรากฏอาการออกมา) จะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 7 วัน โดยทั่วไปมักไม่เกิน 10 วัน อาการเริ่มแรกจะคล้าย ๆ กับโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอีกหลายโรค เช่น โรคไข้หวัดที่พบได้บ่อยมาก แต่อาการไม่รุนแรง (ภาษาทางการแพทย์ จึงเรียกโรคนี้ว่า ไข้หวัดธรรมดา) อีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยเหมือนกันคือโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากนั้นแล้วอาการของโรคนี้ในขั้นต้นก็จะคล้ายกันกับโรคติดเชื้ออื่น ๆ อีกหลายโรคด้วย

SARS

คำแนะนำสำหรับผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่หรือประเทศที่มีโรคซาร์ระบาดอยู่ในขณะนี้ ควรจะต้องระมัดระวังสังเกตตนเองเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ว่า มีอาการเจ็บป่วยที่อาจเข้าข่ายเป็นโรคนี้หรือไม่ อาการสำคัญที่เป็นสัญญานเตือนภัยให้ต้องรีบไปพบแพทย์ก็คือ อยู่ ๆ เกิดมีไข้สูงขึ้นมาทันทีทันใด (ถ้าตรวจวัดไข้ดู จะพบไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส) และอาจมีอาการต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง คือ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ปวดศีรษะมาก หนาวสั่น หลังจากนั้นประมาณ 3 -7 วัน ก็จะเริ่มมีอาการเจ็บคอ ไอแห้ง ๆ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จะมีอาการทุเลาขึ้นอย่างช้า ๆ หลังจาก 7 วัน ไปแล้ว และหายเป็นปกติ บางรายอาจอาการป่วยรุนแรง เนื่องจากมีอาการแทรกซ้อนที่ปอด ทำให้เกิดปอดบวมอักเสบ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหายใจลำบาก หรือหอบด้วย ซึ่งจะพบว่าผู้ป่วยอาจมีอาการทรุดหนักลงในช่วง 10 - 14 วัน และอาจเสียชีวิตได้ ในช่วงวันที่ 17 -18 ของการป่วย

SARS

การป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงไม่ไปในประเทศที่เป็นเขตโรคระบาด จนกว่าจะสามารถควบคุมโรคให้สงบลงได้ และการหลีกเลี่ยงไม่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการของโรค สิ่งที่ควรปฏิบัติอีกประการหนึ่ง คือการรักษาสุขภาพและอนามัยส่วนบุคคลให้ดีอยู่เสมอ จะช่วยให้มีภูมิต้านทานที่ดีที่จะคอยทำหน้าที่ป้องกันโรคได้ทุกขณะ ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนในแต่ละวัน โดยเฉพาะ ผัก ผลไม้ และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ การนอนหลับพักผ่อน ไม่หักโหมงานติดต่อกันนานเกินไป รวมทั้งการหลีกเลี่ยงเหล้า บุหรี่ และความเครียด ถ้าทำได้เช่นนี้ก็จะปลอดภัยไปกว่าครึ่งแล้ว ที่จะช่วยได้อีกสิ่งหนึ่งคือสุขนิสัยในเรื่องการล้างมือ เรื่องนี้มีการศึกษายืนยันว่าช่วยป้องกันการติดเชื้อได้มากมาย โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจและโรคทางเดินอาหาร ส่วนผู้ที่มีอาการป่วยแล้วก็ควรใช้หน้ากากอนามัยหรือผ้าปิดปากปิดจมูก จะช่วยไม่ให้แพร่เชื้อไปยังญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงได้ดีอีกด้วยครับ



************************************* เทศบาลตำบลศาลาลำดวน **********************************


โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)

เชื้อโปลิโอไม่อาจหมดไปได้จากโลกนี้ ถ้าไม่ไปรับวัคซีน

Poliomyelitis India

โปลิโอเป็นโรคที่ได้พรากความสดใสร่าเริงในวัยไร้เดียวสาจากเด็ก ๆ มาแล้เป็นจำนวนมากและเมื่อเด็กเหล่านั้นเจริญเติดโต โปลิโอก็ยังพรากโอกาสดี ๆ ในชีวิตไปโดยไม่มีทางที่จะเรียกร้องให้กลับคืนมาได้ ฉะนั้น ผู้ปกครองทุกคน ควรให้ความเอาใจใส่ดูแล ให้ภูมิคุ้มกันโรคนี้แก่เด็กอย่างครบถ้วน และร่วมมือกันกวาดล้างโปลิโอให้หมดไปจากโลกนี้ เพื่อบุตรหลานของท่านและเยาวชนชาวไทย จะได้อยู่ในโลกที่ไร้โปลิโอ

Poliomyelitis Virus
โปลิโอ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัส โปลิโอ ทำให้มีอันตรายต่อระบบประสาทส่วนไขสันหลัง ซึ่งบางรายที่มีอาการรุนแรง จะทำให้เป็นอัมพาตก่อให้เกิดความพิการ และบางครั้ง อาจทำให้ถึงตายได้ โดยส่วนใหญ่จะพบในเด็ก

สัญญานเตือนภัยของโปลิโอ

เด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสโปลิโอเข้าไป หากไม่มีภูมิต้านทานจะทำให้เกิดอาการ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ท้องผูก กล้ามเนื้อบริเวณคอด้านหลัง ตามลำตัว และขา ในรายที่มีอาการรุนแรงกล้ามเนื้อจะอ่อนแรงตามมาด้วยอาการอัมพาต ของ กล้ามเนื้อแขน และขาทำให้เกิดความพิการ ในรายที่มีความรุนแรงมาก อาจพบเป็นอัมพาต ของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหายใจ และ อาจทำให้เสียชีวิตได้
การติดต่อของเชื้อโปลิโอ

เชื้อไวรัสโปลิโอ สามารถติดต่อจากคนหนึ่ง ไปยังอีกคนหนึ่งได้ง่ายมาก โดยเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในลำไส้ของผู้ติดเชื้อ และผ่าน เข้าสู่ร่างกายของอีกคนหนึ่งทางปาก โดยเชื้อจะติดมากับมือ หรือปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำดื่ม ผู้ที่ไดรับเชื้อไวรัสโปลิโอจะมีการติด เชื้อไวรัสโปลิโอ จะมีการติดเชื้อเกือบทุกรายโดยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่สามารถ แพร่กระจายเชื้อไปให้ผู้อื่นได้เช่นเดียวกับ ผู้มีอาการของโรค

ลูกจะปลอดภัยจากโปลิโอได้อย่างไร

 
1. เด็กจะปลอดภัยจากโรคโปลิ่โอได้ด้วยการรับการหยอดวัคซีนโปลิโอให้ครบ 5 ครั้ง ตามกำหนด ดังนี้
  • ครั้งที่ 1,2,3 เมื่ออายุ 2-4 และ 6 เดือน
  • ครั้งที่ 4 ห่างจากครั้งที่ 3 ประมาณ 1 ปี
  • ครั้งที่ 5 ห่างจากครั้งที่ 4 ประมาณ 3-4 ปี
และต้องไปรับการหยอดวัคซีนโปลิโอทุกครั้งในช่วงการรณรงค์

2. เราสามารถป้องกันการติดเชื้อและการแพร่ของโรคโปลิโอ โดย
  • ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • ให้เด็กรับประทาน ดื่มน้ำที่สะอาด
  • ล้างมือให้สะอาดหลังจากถ่ายอุจจาระทุกครั้ง

การรณรงค์ หยอดวัคซีนโปลิโอสำคัญอย่างไร

 
การรณรงค์ให้เด็ก ๆ มารับวัคซีนโปลิโอเป็นมาตรการที่สำคัญในการกวาดล้างโปลิโอให้หมดสิ้นไป รวมทั้งเป็นการ เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่เด็ก ๆ ที่ยังไม่เคยไดรับ เมื่อเด็กได้รับวัคซีน 2 ครั้ง พร้อม ๆ กันในช่วงการรณรงค์ วัคซีนจะเข้าไปขับไล่ เชื้อไวรัสโปลิ่โอที่อยู่ในลำไส้ ให้ออกมากับอจจาระ เชื่อไวรัสโปลิโอ ที่ถูกขับถ่ายออกมาจะไม่สามารถกลับเข้าไปอยู่ในร่างกายของเด็ก อื่น ๆได้อีก เนื่องจากเด็กได้รับวัคซีน ครบทุกคนแล้ว เชื้อไวรัสโปลิโอไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ภายนอกร่างกายมนุษย์ และจะตายไป ภายในเวลา 48 ชั่วโมง
 
การรับวัคซีน โปลิโอหลายครั้ง จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่เด็ก โดยไม่ทำให้มีผลเสียแก่เด็กแต่อย่างใด********************************* เทศบาลตำบลศาลาลำดวน *************************